ในที่สุดก็จะได้ออกจากกรุงไปสูดอากาศเย็นๆ ให้ฉ่ำปอด
ชาวคณะนัดรวมพลกันที่นครชัยแอร์ ที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่าง
มีโซนร้านอาหาร ร้านขายของ
และที่ทึ่งที่สุดก็คือถึงแม้จะเป็นท่ารถขนาดเล็กๆ แต่มีตู้กดเงินเยอะมาก
ตั้งเรียงรายอยู่ 4-5 สี แลดูสวยงาม
วันนี้เราโชคดีได้รถค่อนข้างใหม่ มีโทรทัศน์ส่วนตัว
ดูวิดีโอได้ เล่นเกมได้อีกต่างหาก
(แต่เกมไม่ค่อยสนุก เล่นได้นิดหน่อยก็ไม่อยากเล่นต่อแล้ว ออกแนวตื่นเต้นเสียมากกว่า)
เราเดินทางถึงเชียงใหม่ในตอนเช้า ราวๆ เจ็ดโมงครึ่ง
อากาศออกจะหนาวเลยทีเดียว น่าจะเป็นเพราะยังเช้าอยู่มาก
ทุกคนแยกย้ายกันไปทำภารกิจส่วนตัว
เรียบร้อยแล้วเราก็ติดต่อพี่รถตู้ ได้ความว่าพี่เขามารออยู่แล้ว
ก็เลยจัดการขนสัมภาระขึ้นรถ พร้อมออกเดินทาง
แต่ก่อนอื่น ต้องเติมพลังงานให้ร่างกายเสียหน่อย
เรามาแวะทานมื้อเช้าที่ร้านแห่งหนึ่งออกจากเมืองเชียงใหม่มาไม่ไกล
ชื่อร้านว่า "หมูทองโภชนา"
หลังจากอิ่มท้อง กองทัพก็ออกเดินทาง เป้าหมายแรกในวันนี้ของเรา คือ สะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย
แวบแรกที่มาถึงก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง
สะพานประวัติศาสตร์ท่าปายในความทรงจำครั้งก่อนที่มาแตกต่างกับภาพที่เห็นในตอนนี้มากนัก
มีร้านค้าสองฝั่งถนน
มีป้ายบอกสถานที่ขนาดใหญ่โต สะดุดตา
บริเวณสะพานก็มีอุปกรณ์ประกอบการถ่ายภาพตั้งไว้สวยงาม
พร้อมกับกระป๋องใส่เงินบริจาคแขวนไว้คู่กัน...
พวกเราเดินชื่นชมบรรยากาศ และเก็บภาพกันสักพัก แล้วจึงออกเดินทางไปจุดหมายต่อไป
จุดชมวิวดอยกิ่วลม
โดยรอบจุดชมวิวมีการปรับแต่งภูมิทัศน์ไว้สวยงาม
บริเวณลานโล่งจะมีเด็กๆ แต่งกายด้วยชุดชาวให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพ
ริมถนนมีร้านค้าตั้งอยู่ประปราย ขายเสื้อผ้าบ้าง ของกินบ้าง ปนๆ กันไป
| ป้ายบอกเส้นทางบริเวณจุดชมวิวดอยกิ่วลม |
| ร้านค้าฝั่งตรงข้ามลานจุดชมวิวดอยกิ่วลม |
| ป้ายอีกจุดหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวเก็บภาพ |
| อุปกรณ์ประกอบฉากถ่ายภาพที่พบจนเกือบคุ้นตาแล้ว ตั้งแต่มาถึงแม่ฮ่องสอน |
หลังจากเดินรับลม เก็บภาพทิวทัศน์กันจนสมใจแล้ว
เราก็ออกเดินทางต่อ โดยทราบเพียงว่า สถานีต่อไปจะเป็นมื้อกลางวัน เราจะไปทานข้าวกันที่นั่น
ถ้ำปลา อุทยานแห่งชาติถ้ำปลา-น้ำตกผาเสื่อ
ความรู้สึกแรกที่มาถึงที่นี่ก็คือมึนๆ งงๆ
เพราะว่าหลับมาตลอดทาง มาถึงก็สะลึมสะลือลงมาจากรถแล้วก็เดินไปนั่งที่ร้านอาหาร
บริเวณโดยรอบของที่นี่ก็คล้ายๆ กับอุทยานแห่งชาติทั่วไป
มีที่จอดรถกันไว้ทางด้านหนึ่ง
มีร้านอาหารอยู่ใกล้ๆ กับที่จอดรถ หลายร้านเรียงติดๆ กัน แต่ขายอาหารประเภทเดียวกัน
ส่วนใหญ่ก็จำพวกข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่าง อารมณ์ประมาณนั้น
มื้อนี้ก็อิ่มหนำสำราญ เรียกได้ว่ากินกันจนเปรมเลยทีเดียว
ดูได้จากหลักฐานที่เหลืออยู่ มีแต่ภาชนะเปล่าๆ ทั้งนั้นเลย
เมื่อท้องอิ่มก็ถึงเวลาเดินย่อยอาหาร
จัดการเรื่องค่าเข้าชมอุทยานเรียบร้อย เราก็เดินไปตามทางเดินของอุทยาน
สองข้างทางพอมีร่มเงาไม้บ้างประปราย
แต่ก็ไม่ร้อนมากนักเพราะทางเดินเลาะเลียบไปกับลำน้ำ
พอมีลมพัดมาให้รู้สึกหายร้อนแดดได้บ้าง
จุดที่เรียกว่าถ้ำปลานั้น ทางอุทยานมีคล้ายๆ กับนิทรรศการอยู่
เป็นบ้านไทยใหญ่ มีใต้ถุนสูง
ด้านบนบ้านก็จัดวางข้าวของเครื่องใช้ไว้ให้ศึกษาวิถีชีวิตของชาวไทยใหญ่
มีห้องนอน ห้องครัว บริเวณชานบ้าน มีเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆ
สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจของถ้ำปลาก็คือพฤติกรรมแปลกๆ ของปลาที่นี่
เขาว่ายน้ำมาออรวมกันอยู่ตรงบริเวณธารน้ำที่ไหลมาจากใต้ภูเขา
ทำให้ปลาที่นี่ถูกเรียกว่า ปลามุงเจ้า
ปลามุงเจ้าจริงๆ แล้วก็คือปลาพลวงหินนั่นเอง
บางตัวมีน้ำหนักถึง 7-10 กิโลกรัมเลยทีเดียว
ในบริเวณอุทยานมีร้านกาแฟน่ารักอยู่ร้านหนึ่ง
ไหนๆ ก็มาแล้ว ขอแวะพักจิบกาแฟพร้อมกับบรรยากาศสบายๆ เสียหน่อย
วันพักผ่อนทั้งที ใช้เวลาให้เต็มที่
ออกจากถ้ำปลา เรามุ่งหน้าสู่หมู่บ้านกะเหรี่ยงคอยาว บ้านห้วยเสือเฒ่า
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่พี่รถตู้แนะนำเรา ที่นี่มีของขายสารพัดอย่าง
ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่พี่รถตู้แนะนำเรา ที่นี่มีของขายสารพัดอย่าง
ที่แน่ๆ มีเพื่อนเราคนหนึ่งซื้อพริกกะเหรี่ยงกลับบ้าน บอกว่าเป็นออเดอร์สำคัญ ไม่ซื้อไม่ได้
ส่วนเราได้ยาดมพม่ามาอันหนึ่ง หอมดีใช้ได้ แต่น่าเสียดายว่าไม่รู้เอาไปไว้ที่ไหน ทำหายไปเสียอย่างนั้น
| พริกกะเหรี่ยงและสินค้าอื่นๆ ที่วางขายอยู่ด้วยกัน |
| ผ้าทอมือหลากหลายสี |
| ใบชาหลากหลายชนิด มีหลายเกรดให้เลือกซื้อหาพร้อมกับอุปกรณ์การชงชา |
| เครื่องปั่นฝ้าย |
| ผ้าที่ทอสำเร็จแล้วพร้อมจำหน่ายให้นักท่องเที่ยว |
| หลังคาบ้านมุงด้วยใบตองตึง |
จากนั้นเรามุ่งหน้าไปที่พัก แวะเก็บสัมภาระ พักผ่อนพอให้หายเมื่อยล้า
แล้วก็ไปสถานที่ต่อไป วัดพระธาตุดอยกองมู
วัดพระธาตุดอยกองมูตั้งอยู่บนเขาซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของตัวเมืองแม่ฮ่องสอน เมืองสามหมอก แห่งนี้
มีผู้คนมากมายมาทำบุญที่นี่และเราได้เห็นเครื่องสักการะอย่างหนึ่ง
ลักษณะเป็นขันมีดอกไม้ปักไว้สวยงาม มีการตกแต่งด้วยกระดาษเงินกระดาษทองลักษณะคล้ายๆ ธงหรือไม่ก็ฉัตร
มีกิ่งไม้มัดเข้าด้วยกันไว้คู่หนึ่งวางพาดอยู่บนขัน
ด้านล่างมีไม้ที่ต่อไว้ลักษณะคล้ายกับเป็นสะพานรองอยู่
ไปสอบถามได้ความว่าเขาเอาไว้บูชาพระประจำวันเกิดที่อยู่โดยรอบพระธาตุ
สะพานไม้เล็กๆ ด้านล่างนั้นเชื่อว่าเป็นสะพานช่วยให้ข้ามพ้นเรื่องทุกข์หรือสิ่งกีดขวางต่างๆ
เมื่อสอบถามเรียบร้อยว่าเขาปฏิบัติกันอย่างไรก็ไม่รอช้า เขาทำอย่างไรก็ทำตามเขาไป
ถือว่าเป็นสิริมงคลให้กับตัวเอง
บริเวณด้านหลังวัดพระธาตุดอยกองมูมีร้านค้าน่ารักๆ ขายของที่ระลึก
บางร้านก็ขายเครื่องดื่ม กาแฟ ขนมต่างๆ
มีมุมชิคๆ ให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพ อุปกรณ์ประกอบฉากสวยๆ
แต่ที่ชอบมากเห็นจะเป็นร้านหนึ่งที่ขายไปรษณียบัตรด้วย
เขาทำตู้ไปรษณีย์น่ารักๆ ไว้หลังหนึ่ง สวยถูกใจจริงๆ
กับอีกร้านหนึ่งที่วาดลวดลายไว้บนกำแพงสีสันสะดุดตา อดไม่ได้ที่จะต้องเก็บภาพไว้
ออกจากวัดพระธาตุดอยกองมู เราเดินทางต่อไปยังถนนคนเดินของแม่ฮ่องสอน
ถนนคนเดินที่นี่มีสินค้ามากมาย ของทำมือ ของกิน ของใช้ต่างๆ
มีเด็กๆ มาแสดงดนตรีเพื่อหาทุนสนับสนุนการศึกษา
เด็กๆ กลุ่มนี้ฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว
เดินชมสินค้าเพลินๆ ก็ไปเจอขนมหน้าตาแปลก ไม่เคยพบเจอมาก่อน
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า ขนมเปงโหย่ มีป้ายบอกให้รู้ชื่อ แถมโฆษณาสรรพคุณเสร็จสรรพ ลำแต๊ๆ เจ้า
เรารึจะพลาดได้อย่างไร จัดมาหนึ่งถุง
ขนมเปงโหย่ทำจากน้ำตาลอ้อยและในเนื้อขนมก็มีถั่วแปยีอยู่ด้วย
รสชาติก็เหมือนกับน้ำตาลอ้อยนี่ล่ะ
แปลกดี ไม่เคยรู้จักมาก่อน ตอนนี้เรารู้จักกันแล้วนะ
เดินไปเรื่อยๆ จนถึงวัดจองคำ เราก็แวะเข้าไปสักการะกันสักหน่อย
พร้อมกับเก็บภาพสวยๆ ภายในวัดตอนค่ำ
ดูๆ ไปแล้ว แสงไฟก็สวยดีเหมือนกัน
เราเดินเลยไปด้านหลังวัดเพราะว่าเป็นจุดนัดพบกับพี่รถตู้
จากนั้นเราก็เดินทางกลับที่พัก
#บันทึกจากความทรงจำและภาพถ่าย
#มกราคม 2556